ดีไซน์ที่ไม่มีชื่อ(13)

                ทุกวันนี้สินค้าสำหรับเด็กเล็กมีความหลากหลายครอบคลุมการใช้ชีวิตทุกด้าน รวมถึงที่นอนเด็กที่มีให้เลือกหลายแบบเช่นกัน ซึ่งก็อาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไม่รู้ว่าจะเลือกที่นอนแบบไหนให้ลูกดี เพราะแต่ละแบบก็มีความน่าใช้งานและมีประโยชน์แตกต่างกันไป อีกทั้งไม่อาจคาดเดาพฤติกรรมของเด็กน้อยได้ เช่น การชอบปีนป่าย การเคลื่อนไหวพลิกตัวไปมา หรือการชอบคว้าหยิบจับวัตถุต่าง ๆ การเลือกที่นอนที่ดีก็จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วย วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับรูปแบบของที่นอนว่ามีอะไรบ้าง แล้วแต่ละแบบมีข้อดีแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับลูกน้อยมากที่สุด

ที่นอนเด็ก 5 แบบ กับข้อดีของแต่ละแบบเพื่อการพิจารณา

1. ที่นอนแบบเตียงไม้ มั่นคง ปรับระดับได้

                นอกจากการออกแบบและสีสันที่สวยงามของไม้แล้ว เตียงไม้ยังเป็นเตียงรูปแบบหนึ่งที่เหมาะกับการเป็นที่นอนเด็กอย่างมาก เพราะโครงสร้างที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทำให้ไม่ล้มง่ายเมื่อลูกน้อยพลิกตัวไปมา เมื่อเสริมด้วยเบาะนอนเด็กที่มีความแข็งแบบพอดี ๆ ไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป ก็เหมาะกับการเป็นเตียงสำหรับนอนหลับนาน ๆ นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลายเมื่อเด็กโตขึ้น เช่น สามารถปรับระดับได้ ปรับให้มีล้อสำหรับการเคลื่อนย้ายได้ ปรับเปลี่ยนโต๊ะสำหรับเขียนหนังสือเมื่อเด็กโตขึ้นได้ เป็นต้น

2. เตียงแบบโครงเหล็ก ทนทาน ไม่โยกเยก

                เตียงแบบโครงเหล็กสามารถใช้ได้กับเด็กทุกวัย เพราะมีความทนทาน ไม่โยกเยก เหมาะสำหรับการจัดตั้งเป็นที่นอนเด็กถาวรในห้องสำหรับลูกน้อยได้ รวมถึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่สำหรับในวัยทารกหรือในวัยที่เริ่มปีนป่ายนั้น อาจต้องเสริมที่นอนแบบโครงเหล็กด้วยอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น ราวหรือคอกกั้นแนวตั้ง กันไม่ให้เด็กปีนป่ายออกมาจนตกเตียง ใช้เบาะนอนเด็กที่สามารถยกไปทำความสะอาดได้ง่าย เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาความสะอาดและการจัดวาง เป็นต้น

3. เพลย์เพนสารพัดประโยชน์ โยกย้ายสะดวก

                สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการที่นอนเด็กแบบเคลื่อนย้ายสะดวก ที่นอนแบบเพลย์เพนถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นที่นอนที่มีน้ำหนักเบา สามารถพาลูกน้อยไปดูแลในมุมต่าง ๆ ของบ้านได้อย่างสะดวก ทำให้มั่นใจได้ว่าเขาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ เช่น ห้อยโมบายสีสันสดใสหรือติดตั้งของเล่นเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ ปรับเปลี่ยนเป็นเบาะนอนเด็กสำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อม ปรับแต่งเป็นเปลโยกกล่อมนอนได้ เป็นต้น ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกใช้ขนาดของเพลย์เพนที่เหมาะสม และมีคอกกั้นทำจากวัสดุปลอดสารอันตราย เพราะมีโอกาสที่ลูกน้อยอาจจะกัดเข้าปากได้

4. เตียงเปลโยก นอนเพลินหลับสบาย

                เตียงเปลโยกถือเป็นที่นอนเด็กที่เราทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ลูกน้อยนอนหลับง่ายจากการโยกกล่อมไปมา อีกทั้งยังมีขนาดพอดีกับร่างกายของเด็ก ทำให้เขาไม่สามารถดิ้นได้มาก จึงหายกังวลเรื่องการดิ้นตกที่นอนได้ การใช้เตียงเปลโยกจะช่วยให้เด็กทารกนอนหลับได้ง่ายขึ้น นอนหลับได้นานขึ้น จึงช่วยผ่อนแรงในการอุ้มกล่อมของคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย สิ่งสำคัญในการพิจารณาเลือกใช้เตียงเปลโยกคือโครงสร้างของขาเปลนั่นเอง ควรเลือกใช้เตียงที่ขาเปลทำจากวัสดุมีคุณภาพ แข็งแรง มีความโค้งสำหรับองศาการโยกอย่างเหมาะสม สามารถรองรับน้ำหนักของลูกน้อยได้ดี หากต้องการเสริมสร้างพัฒนาการของลูกก็อาจเลือกเตียงเปลโยกที่มีสีสันช่วยกระตุ้นพัฒนาการได้ ควบคู่กับพัฒนาการด้านการทรงตัวจากการใช้เปลโยกอยู่แล้วไปในตัว

5. คอกกั้นสำหรับการนอนบนพื้น เพิ่มพื้นที่สำรวจ

                สำหรับการนอนบนพื้นนั้น ควรเริ่มต้นจากการเลือกเบาะนอนเด็กที่เหมาะสมสำหรับการรองรับร่างกายของลูกน้อย โดยต้องเป็นเบาะนอนที่สามารถรองรับสรีระได้ดี มีความแข็งในระดับที่พอดีไม่แข็งจนเกินไป ระบายอากาศและความร้อนได้ดี เพื่อให้เด็กนอนหลับอย่างสบายตัว จากนั้นก็เลือกใช้คอกกั้นซึ่งทำจากวัสดุที่แข็งแรง ปลอดภัย ไม่มีสารที่เป็นอันตรายกับร่างกายของเด็กหากเขาสำรวจด้วยการกัดหรือสัมผัสด้วยอวัยวะต่าง ๆ การนอนบนพื้นจะช่วยตัดปัญหาเรื่องการตกเตียงไปได้เลย และหากมีคอกกั้นที่มีขนาดกว้างอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการผ่านการสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็กได้ด้วย

                ที่นอนเด็กแต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือคุณภาพ ความแข็งแรงทนทาน และความปลอดภัยจากวัสดุที่ปลอดสารพิษ คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตนิสัยและพฤติกรรมของลูกเพื่อเลือกที่นอนที่เหมาะสมกับตัวเขามากที่สุด เพื่อให้พื้นที่บนเบาะนอนเด็กเป็นทั้งสถานที่พักผ่อนและเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีที่สุดสำหรับเขานั่นเอง