ดีไซน์ที่ไม่มีชื่อ(15)

เด็กวัยแรกเกิดจำเป็นต้องนอนหลับมากถึง 12-14 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นพัฒนาการตามปกติของเด็กวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกที่นอนเด็กเพราะเป็นพื้นที่ที่ลูกน้อยใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด นอกจากคุณภาพการนอนแล้วยังเกี่ยวข้องกับเรื่องพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การเจริญของรูปกระดูก ระบบภูมิคุ้มกันบนผิวหนัง รวมไปถึงพัฒนาการทางอารมณ์ที่จะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นปลอดภัยจากการนอนบนที่นอนที่ดีอีกด้วย ไปดูกันดีกว่าว่าที่นอนที่ดีสำหรับลูกน้อยนั้นจะต้องเลือกจากอะไรบ้าง

4 ข้อควรจำ สำหรับการเลือกซื้อที่นอนเด็กเพื่อลูกน้อย

1. เลือกที่นอนที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานของครอบครัว

                ที่นอนเด็กมีอยู่หลายรูปแบบให้เลือกใช้ ทั้งแบบเตียงไม้ที่มีความมั่นคงแข็งแรง แบบเพลย์เพนที่สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย หรือจะเป็นแบบเปลไกวที่ช่วยกล่อมเด็กให้นอนหลับได้ดี ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาวัตถุประสงค์ในการใช้งานและความเหมาะสมกับลูกน้อยของคุณเอง เช่น หากเป็นห้องนอนสำหรับการนอนในเวลากลางคืนควรเลือกเป็นเตียงไม้ เสริมด้วยเบาะนอนเด็กที่เหมาะกับน้ำหนักของลูก หากเป็นห้องนั่งเล่นร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ อาจใช้เป็นเพลย์เพนที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก หรือถ้าอยู่กับคุณตาคุณยายอาจเลือกเป็นเปลไกวที่ช่วยผ่อนแรงในการกล่อมได้ เป็นต้น

2. เลือกที่นอนที่ไม่มีจุดยุบ รอยต่อ และร่องต่าง ๆ

                บางครอบครัวอาจเลือกใช้ที่นอนเก่าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และเห็นว่าเป็นที่นอนที่นุ่มเหมาะกับลูกน้อย แต่ไม่ควรให้ลูกน้อยนอนบนที่นอนเด็กที่เก่าและมีจุดยุบ เพราะหากลูกนอนบนจุดยุบจะส่งผลต่อการเจริญของรูปกระดูกที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ นอกจากนี้ควรให้ลูกนอนบนที่นอนหรือเบาะนอนเด็กที่มีขนาดพอดีกับเตียง ไม่มีรอยต่อหรือร่องต่าง ๆ ทั้งเพื่อความสบายตัวและความปลอดภัยในคราวเดียวกัน เพราะเมื่อเด็กพลิกตัวไปมา เขาอาจคว่ำหน้าตามร่องหรือจุดยุบต่าง ๆ ซึ่งจะเสี่ยงต่อการหายใจติดขัดจนเป็นอันตรายได้

3. เลือกที่นอนที่ใช้วัสดุทำความสะอาดง่าย และระบายอากาศได้ดี

                การดูแลรักษาความสะอาดก็เป็นสิ่งสำคัญในการเลือกที่นอนเด็กเช่นกัน วัสดุที่ใช้ผลิตที่นอนจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่ไปกับคุณสมบัติอื่น ๆ ควรเป็นวัสดุที่สามารถซักล้างทำความสะอาดได้ง่าย ระบายอากาศได้ดี เนื่องจากทารกยังควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ทำให้เบาะนอนเด็กอาจเลอะเทอะเวลาใดก็ได้ เบาะนอนที่ทำความสะอาดง่ายและระบายอากาศได้ดีจะช่วยลดการสะสมของฝุ่นและแบคทีเรียต่าง ๆ ที่ทำให้ผิวระคายเคือง ทำให้ลูกน้อยนอนอย่างสบายตัวไม่อับชื้นนั่นเอง ยิ่งถ้าเป็นวัสดุแบบโครงสร้าง 3 มิติที่ทารกสามารถหายใจผ่านได้ ก็จะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรค SIDS หรือโรคใหลตายในเด็กทารกได้

                ตัวอย่างวัสดุที่ใช้ในการผลิตที่นอนเด็ก ได้แก่ เมโมรี่โฟม ยางพารา ฟองน้ำ และผ้าฝ้าย ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อเด่นและข้อด้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและความสะดวกในการดูแลรักษาเรื่องความสะอาด นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุชนิดใดก็ควรระมัดระวังเรื่องของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเด็กด้วย 

4. เลือกที่นอนที่มีความแข็งพอดี ๆ ไม่แข็งหรือนุ่มมากจนเกินไป

                คุณพ่อคุณแม่อาจจะกังวลว่า หากที่นอนมีความแข็งจะทำให้ลูกน้อยหลับไม่สบาย จึงเลือกที่นอนนุ่ม ๆ เอาไว้ก่อน แต่ความจริงแล้วไม่ควรเลือกที่นอนที่นุ่มมากจนเกินไป เนื่องจากที่นอนที่นุ่มมากเกินไปอาจทำให้หน้าของเด็กจมลงบนที่นอนในขณะคว่ำหน้า โดยเฉพาะเด็กทารกในวัย 4-6 เดือนที่กล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรงพอ หรือเมื่อเด็กนอนหงายอาจทำให้กระดูกสันหลังโค้งงอผิดรูปเมื่อนอนไปนาน ๆ ที่นอนที่ดีสำหรับเด็กจึงควรเป็นที่นอนที่มีความแข็งปานกลาง สามารถรองรับสรีระทุกส่วนได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับสบาย นอนได้นานโดยไม่ตื่นมางอแงเพราะไม่สบายตัวนั่นเอง

              การนอนหลับเป็นส่วนสำคัญในชีวิตวัยแรกเริ่มของลูกน้อย เมื่อเขาได้นอนบนที่นอนเด็กคุณภาพดี ก็จะช่วยให้พัฒนาการด้านร่างกายเติบโตได้อย่างดีจากการนอนหลับที่มีคุณภาพ อารมณ์แจ่มใสไม่งอแงง่าย นอกจากดีกับลูกน้อยแล้วยังดีต่อการพักผ่อนของคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย